เส้นทางสายประวัติศาสตร์

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายที่สดใสเท่าที่ยังพอจำได้ก็คงราวเดือนเมษายน 2538  คุณมนตรี  แสงอุไรพร โทรศัพท์มาหาผม เชิญให้ไปนั่งคุยกันหน่อย ที่สำนักงานท่าน ซึ่งอยู่คนละฝั่งถนนกับสำนักงานผม เมื่อไปถึงก็พบว่าคุณบุญชัย  หรูตระกูล นั่งคุยกับมนตรีอยู่แล้วอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราทั้งสามต่างก็รู้จักกัน  ร่วมทำกิจกรรมภายในบริษัทกันมานานกาเล และก็พูดคุยกันเสมอๆอยู่แล้ว

บุกเบิก

ทันทีที่ผมเข้าไปนั่งร่วมวงจึงทราบว่าทั้งสองกำลังคุยกันถึงเรื่องสมาคมตัวแทนประกันชีวิตของประเทศต่างๆ ที่คุณมนตรี เคยได้ไปสัมผัสมา ผมและคุณบุญชัย  ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคมตัวแทนขายประกัน  คุณมนตรีบอกถึงความฝันว่าอยากจะเห็นบ้านเรามีสมาคมวิชาชีพที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อคนในวิชาชีพเต็มรูปแบบ  เพื่อยกระดับความเป็นมืออาชีพจนเป็นที่ยอมรับของสังคม เหมือนๆกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นแม่แบบ  และประเทศต่างๆ  ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค  ซึ่งเขามีสมาคมตัวแทนประกันชีวิตแห่งเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Life Insurance Council) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2534  แต่น่าเสียดายที่สมาคมตัวแทนของประเทศไทยไม่ได้เข้าไปมีส่วนในสภาแห่งนี้  หากเราได้เข้าไปร่วม ก็จะได้รับการแบ่งปันประสบการณ์ เรียนรู้จากสมาคมตัวแทนของประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีของ APLIC Council

อันที่จริงทาง APLIC Council เขาก็ต้องการให้ประเทศไทยเข้าไปร่วมด้วย แต่ไม่ทราบว่าจะติดต่อได้อย่างไร ก็จะมีแต่คุณกฤษณะ กฤตมโนรถ  คุณชูลักษณ์ แสงอุไรพร  คุณอาจจิต ควนสุวรรณ และคุณมนตรี แสงอุไรพร  เท่านั้นที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยแต่เนื่องจากไม่ได้ไปในนามของสมาคมตัวแทนอย่างเป็นทางการ  จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น

ทั้งผมและคุณบุญชัย  ฟังดูแล้วก็เกิดจินตนาการอยากเป็นภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นในบ้านเราบ้าง  คุณบุญชัยเสนอความเห็นว่าจะพาคุณมนตรี  และผมไปพบกับท่านนายกสมาคมตัวแทนขายประกันในขณะนั้นคือ คุณนพรัตน์  ฉายเหมือนวงศ์ หรือที่คนทั้งวงการประกันชีวิตเรียกขานท่านว่า พี่แดง เมื่อพี่แดงได้ฟังจบก็เสนอที่จะรับคุณมนตรี  แสงอุไรพร และผม เข้ามาเป็นกรรมการของสมาคมตัวแทนขายประกัน ซึ่งเราทั้งสองก็ตอบรับการประชุมใหญ่ประจำปี 2538 เมื่อเดือนมิถุนายน  คุณบุญชัย ก็มาแจ้งผมและคุณมนตรี ให้เตรียมหลักฐานเอกสารประจำตัวต่างๆ เพื่อจะแจ้งต่อ

นายทะเบียน เพราะจะเสนอชื่อเราทั้งสองเข้ามาเป็นกรรมการชุดใหม่  เนื่องจากพี่แดงได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมตัวแทนประกันอีกสมัยหนึ่ง ในที่สุดคุณมนตรี แสงอุไรพร จึงกลายมาเป็นอุปนายกฝ่ายวิชาการ  ผมเองก็ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการสมาคม ส่วนคุณบุญชัย หรูตระกูล ยังคง ดำรงตำแหน่งอุปนายกฝ่ายบริหาร เช่นเดิม

ในปี 2538 ก่อนที่จะจัดสัมมนาตัวแทนประกันชีวิตแห่งเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 3 ที่ซิดนีย์  ออสเตรเลีย ได้มีการประชุม APLIC Council ขึ้นที่สิงคโปร์  คุณมนตรีซึ่งคุ้นเคยและคลุกคลีกับกรรมการของ Council หลายท่านมานาน  จึงได้รับการเชิญให้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย จึงได้ มาชวนให้ผมและคุณบุญชัยเดินทางไปด้วย เพื่อจะได้ดูงานว่าเขาทำอะไรกันบ้าง  แต่เราก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายในครั้งนี้  ซึ่งจะอยู่ในราวๆ คนละ 10,000 บาทเศษ จึงได้นำเรื่องไปหารือท่านนายกสมาคมฯ ท่านกรุณาอนุมัติให้ได้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายถึงว่ามีงบประมาณให้ได้ สำหรับเพียงคนเดียวคุณมนตรีบอกว่าเพียงเท่านั้นก็พอแล้ว  และรับอาสาที่จะจัดการส่วนที่ต่างให้ ไม่ต้องกังวลส่วนคุณมนตรีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ตัวเองอีกต่างหาก

ในการประชุมครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเข้าประชุม  ทุกคนที่เข้าร่วมประชุมพูดภาษาอังกฤษกัน สำหรับคุณมนตรีท่านคงคุ้นเคย แต่สำหรับผมกับคุณบุญชัย  ก็ตามไม่ค่อยจะทันเหมือนกัน  ไม่ทราบว่าเพราะอ่อนภาษาหรือ ยังไม่คุ้นกับการฟังภาษาอังกฤษตลอดเวลาก็ไม่ทราบ  แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ คือ ภาพรวมว่าองค์กรนี้ (APLIC Council) เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคนี้อย่างไร  ทำให้เราเริ่มมีความฝันตามคุณมนตรีไปว่าทำอย่างไรในประเทศไทยจึงจะมีสมาคมที่ดำเนินกิจกรรมเช่นเดียวกับในประเทศภาคีสมาชิกบ้าง เราเก็บเอาความฝันนั้นกลับมาจากสิงคโปร์ด้วย

เราทั้งสามได้กลับมาสรุปให้ท่านนายกฟัง ท่านก็ชื่นชมและออกปากสนับสนุนว่ายุคนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่  ตัวท่านเองอายุก็มากแล้ว กำลังวังชาก็ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนถ้าพวกเราเห็นว่าทำอย่างไรจะทำให้สมาคมของเราเติบโตเป็นเช่นนั้นได้  ท่านก็ขอสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งท่านก็ทำเช่นนั้น จริงๆ บางครั้งที่สมาคมฯ ไม่มีงบประมาณ พี่แดงก็จะแบกภาระเองเสมอๆ ไม่ว่าเป็นค่ากาแฟ และค่าอาหารประชุมกรรมการ เป็นต้น

กิจกรรมแรกที่เราทำก็คือ การจัดสัมมนาวิชาการ โดยเชิญวิทยากรที่เป็นเพื่อนกันจากต่างประเทศมาบรรยาย  เพื่อที่จะรณรงค์ให้ตัวแทนประกันชีวิต มาสมัครเป็นสมาชิกสมาคมวิชาชีพของตนเอง  ขณะนั้นสมาคมมีสมาชิกเพียง 250 รายเท่านั้น  เรารณรงค์กันในลักษณะนี้มาเป็นระยะๆ จำนวน สมาชิกก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  งานด้านเอกสารต่างๆ ก็มากขึ้นในฐานะเลขาธิการ  ผมจึงใช้ห้องทำงานของผมเป็นที่ทำการชั่วคราวของสมาคม เพราะ สมาคมไม่มีสำนักงาน ในอดีตที่ผ่านมานายกสมาคมท่านก่อนๆ ใช้ที่พักอาศัยของตนจดทะเบียนเป็นที่ทำการของสมาคมกันทั้งนั้น รวมทั้งพี่แดง ของเราด้วย

จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่ฮ่องกงจะเป็นเจ้าภาพจัด APLIC ครั้งที่ 4 ในเดือนสิงหาคม  คุณมนตรีได้ไปพบกับท่านนายกสมาคม  เพื่อขอ ความเห็นชอบจากท่านว่าการที่จะทำให้อุตสาหกรรมมีการตื่นตัว  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก  เราต้องทำ กิจกรรมอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค

เรากำลังคิดถึงการขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัด APLIC ครั้งที่6 ที่ประเทศไทยหากเราทำสำเร็จ  ไม่เพียงจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ทำให้เกิดการตื่นตัว ในอุตสาหกรรม  เเต่เรายังจะมีรายได้มาจัดที่ทำการถาวรให้กับสมาคมได้ด้วย  พี่แดงได้ฟังดังนั้นท่านก็สนับสนุนหากเห็นว่าดีก็ขอให้เดินหน้า  ท่านจะ สนับสนุนเต็มที่  ขาดเหลืออะไรก็ขอให้บอก  สมาคมตัวแทนประกันจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ APLIC Council ตั้งแต่นั้นมา

ในการประชุมที่ฮ่องกง ในปี 2540 นั้น ท่านนายกสมาคมตัวแทนขายประกัน คุณนพรัตน์ ฉายเหมือนวงศ์  ได้มอบหมายให้ คุณมนตรี แสงอุไรพร เป็นผู้แทนท่านเข้าร่วมประชุม (First Delegagte) พร้อมด้วยตัวผมเป็นผู้ติดตาม (Second Delegate)  และ คุณสุรเทพ โลหิตกุล กรรมการฝ่าย ประชาสัมพันธ์ เดินทางไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ฝ่ายไทย เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้คือ การเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัด APLIC ครั้งที่ 6 ในปี 2544  ทำไมต้องเป็นปี 2544 เหตุผลก็เพราะมีประเพณีของ APLIC Council ดังนี้

• การสัมมนาจะมีขึ้นทุก 2 ปี

• ประเทศภาคสมาชิกที่ประสงค์จะขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพต้องแสดงความจำนง เป็นลายลักษณ์อักษรไปยัง Council

หากไม่มีประเทศใดเสนอตัวแข่ง  ก็จะได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพได้

การเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจะต้องเป็นครั้งถัดจากครั้งต่อมาของครั้งปัจจุบันเช่น ครั้งที่ 4 ฮ่องกง เป็นเจ้าภาพในปี 2540 ประเทศไทยจะต้องขอเป็น เจ้าภาพครั้งที่ 6 เพื่อให้มีเวลาเตรียมการนานพอ  ส่วนครั้งที่ 5 ที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ  ซึ่งต้องเสนอตัวตั้งแต่ครั้งที่ 3 เป็นต้น

ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพ  จะประชาสัมพันธ์งานของตนเองในรูปแบบใดๆ ไม่ได้เลย  จนกว่าจะถึงการสัมมนาวันสุดท้ายของครั้งก่อนหน้า เช่น ประเทศไทยจะเริ่มประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนลงทะเบียน สมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ในวันสุดท้ายของการสัมมนาครั้งที่ 5 ในปี 2542 ณ กรุงมานิลา ฟิลิปปินส์

เราวางแผนและเตรียมการเต็มที่เพื่อให้ APLIC Council มีความเชื่อมั่นในสมาคมของเรา  และอนุมัติให้เราเป็นเจ้าภาพได้ จึงขอการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมการประชุมแห่งประเทศไทย หรือ  TICA  (Thailand Incintive&Convention Association) และสายการบินไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เราจึงมีเอกสารแผ่นพับ และแฟ้มผ้าไหมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพอย่างครบครัน

ในการประชุม APLIC Council ที่ฮ่องกง ในวันที่สองของการประชุมเป็นวาระที่สมาคมตัวแทนของไทยจะแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อขอฉันทานุมัติจาก ที่ประขุมให้เป็นเจ้าภาพ ปัญหาของเราขณะนั้น ก็คือ เรามีเงินในบัญชีเหลืออยู่เพียง 35,000 และการเดินทางไปครั้งนี้คุณมนตรีเป็นผู้หาสปอนเซอร์ ให้ผม และคุณสุรเทพ อีกเช่นเคย  แต่ในการขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ กฏเกณฑ์ของ APLIC Council  มีว่าผู้ใดที่ได้รับการอนุมัติจะต้องวางเงินมัดจำไว้ US$5,000 (หรือ ประมาณ 200,000 บาท) แต่ดูเหมือนคุณมนตรี จะเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว

เมื่อวาระที่จะประชุมกันเพื่อหาเจ้าภาพจัด APLIC ครั้งที่ 6  มาถึง  ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นใจ  เริ่มตั้งแต่แฟ้มเสนองานที่เป็นรูปธรรมน่าประทับใจ และมีความเป็นมืออาชีพ เราได้บอกถึงความพร้อมของเราในด้านต่างๆ จนเป็นที่พอใจของทุกประเทศภาคีสมาชิก  ฉันทานุมัติจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ เกินความคาดหวังนัก แต่เมื่อมาถึงประเด็นเรื่องเงินมัดจำ คุณมนตรีกล่าวในที่ประชุมว่า

Picture2

เมื่อคุณมนตรีกล่าวจบ  ก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องห้องประชุมและนั่นคือสัญญาณยืนยันว่า  ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาตัวแทนประกันชีวิตแห่งเอเชียแปซิฟิก  ครั้งที่ 6 ( 6 Asia Pacific Life Insurance Congress หรือ 6 APLIC )  อย่างเป็นทางการแล้ว เราทั้งสามคนจับมือแสดงความยินดีต่อกันหลังจากนั้นเพื่อนจากประทศภาคีสมาชิกทั้งหมดก็กรูเข้ามาแสดงความยินดีกับเราทั้งสาม เป็นบรรยากาศที่ประทับใจมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่เริ่มมีความรู้สึกว่ากำลังทำงานเพื่อชาติ  เพราะเราเป็นตัวแทนประเทศไทย

เมื่อกลับมาพร้อมกับข่าวดี เราจึงได้เข้าไปเรียนให้ท่านนายกสมาคมฯ ทราบ  ท่านก็ชื่นชมและขอเป็นกำลังใจให้เรา  แต่ด้วยในขณะนั้นสุขภาพของท่านเริ่มมีอุปสรรค  ท่านต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่นานพอสมควร  จนในที่สุดท่านก็จากพวกเราไปด้วยอาการสงบซึ่งเหลือเวลาอีก 1 ปี  จึงจะครบวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน  คณะกรรมการจึงได้มีมติให้คุณมนตรี แสงอุไรพร  รักษาการตำแหน่งนายกสมาคมตัวแทนขายประกัน  ไปจนครบวาระแล้วจึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ต่อไป

หลังงานพระราชทานเพลิงศพของพี่แดง นพรัตน์ ฉายเหมือนวงศ์  พวกเราก็เดินหน้าเต็มที่  เพื่อให้งานเป็นเจ้าภาพ 6 APLIC บรรลุเป้าหมาย  เราเริ่มรณรงค์สมาชิกต่อไปเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีสำนักงาน และเจ้าหน้าที่ประจำมารองรับงานที่จะเข้ามา

เนื่องจากพวกเราเองก็เป็นเพียงอาสาสมัครที่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วเวลาคงไม่อำนวยให้มาทำงานเต็มเวลาได้   นอกจากนี้จะเริ่มมีการติดต่อสื่อสารจากทั้งจดหมาย โทรสาร  และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  เข้ามาสอบถามมากมาย  ที่ทำงานของผมคงรับไม่ไหวอีกต่อไป

ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเช่าสำนักงานขนาด 5 x 8 เมตร  ย่านสุรวงศ์ในราคามิตรภาพเดือนละ 5,000 บาท  ได้ว่าจ้างผู้ที่มีใจพร้อมที่จะเสียสละ
เพื่อส่วนรวม  เพราะเราไม่สามารถจ้างเงินเดือนสูงๆได้  จะต้องหาคนที่เก่งงาน  มีความคล่องตัว  และเข้าใจลักษณะของงานนี้ดีในที่สุด คุณรุ่งทิวา  อิทธิสัมพันธ์ ก็ตกลงมารับตำแหน่งผู้จัดการสมาคม  พร้อมด้วยพนักงานอีก 1 คน

ในเดือนมิถุนายน 2541  มีการประชุมใหญ่ประจำปี คุณมนตรี  แสงอุไรพร ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกสมาคมตัวแทนขายประกัน  โดยไม่มีคู่แข่ง  และได้รับเลือกจากสมาชิกเป็นเอกฉันท์ ให้ดำรงตำแหน่งสืบต่อจากพี่แดง  นพรัตน์  ฉายเหมือนวงศ์ พร้อมทั้งได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการใหม่  โดยได้เชิญผู้แทนที่เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากแต่ละบริษัทประกันชีวิต  ให้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการ

ด้วยแนวคิดนี้  และการเดินทางไปขอเข้าพบและเยี่ยมคารวะผู้บริหารระดับสูงของทุกบริษัท  เพื่อเรียนให้ท่านเหล่านั้นทราบถึงแนวนโยบาย และวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของสมาคมตัวแทนฯ จนเป็นที่เข้าใจ ผลที่ตามมาคือ กิจกรรมของสมาคมได้รับการตอบรับจากบริษัทต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ จำนวนสมาชิกก็เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ  ในอัตราที่สูงขึ้นๆ

หลังจากนั้น คุณมนตรี แสงอุไรพร  นายกสมาคมฯ ได้ทาบทามบุคคลสำคัญจากหลายบริษัทให้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้กิจกรรมสมาคมเป็นของส่วนกลางที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยแท้จริง

ใบสมัครลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมสัมมนา 6th  APLIC ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเริ่มทยอยเข้ามาทำให้จำนวนผู้เข้าสัมมนาจากจำนวนไม่กี่ร้อยราย ก็เพิ่มเป็นจำนวนพันและหลายพัน  ทำให้เงินหมุนเวียนของสมาคมมีความคล่องตัว  และด้วยวิสัยทัศน์ของท่านนายกสมาคม  เราตัดสินใจย้ายที่ทำการให้ใหญ่ขึ้น  และมีอุปกรณ์สำนักงานที่ทันสมัยขั้นเพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ

เราเริ่มนำระบบ Internet และ E-mail มาใช้ พร้อมทั้งรับพนักงานเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก  พร้อมกันนี้คณะกรรมการบริหารสมาคม  ได้ตัดสินใจที่จะขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสมาคมจาก สมาคมตัวแทนขายประกัน มาเป็น สมาคมตัวแทนประกันชีวิต เพื่อให้เป็นสากล

และสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ   ตลอดจนได้เปลี่ยนสัญลักษณ์  (LOGO) ของสมาคมเป็นแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งผมได้แนวคิดมาจากต่างประเทศที่ว่า  อุตสาหกรรมประกันชีวิตจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่าย ฝ่ายแรก ประชาชน คือ ผู้บริโภค  ฝ่ายที่สอง ผู้ให้บริการ คือบริษัทและตัวแทน ฝ่ายที่สาม ภาครัฐ คือ ผู้กำกับดูแล

สัญลักษณ์จึงมีรูปสามคนอยู่รวมกันเป็นหนึ่ง  ซึ่งหมายถึงว่าแต่ละฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยกัน  จะอยู่โดยปราศจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้  ส่วนธงชาติที่ประดับอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา  เพื่อแสดงถึงประเทศไทยที่เป็นแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ พร้อมทั้งมีชื่อสมาคมเป็นภาษาไทยและอังกฤษ  ผมได้นำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณา  และมีมติให้ความเห็นชอบตามที่เสนอ เราจึงใช้สัญลักษณ์ (LOGO) ดังกล่าวมาจนทุกวันนี้

คุณมนตรี แสงอุไรพร  เดินทางไปศึกษา อบรมในต่างประเทศมาแล้วเกือบทั่วโลกได้มาบอกกับพวกเราว่า  เท่าที่เคยมีการบันทึก  ยังไม่มีการสัมมนาตัวแทนประกันชีวิตนานาชาติครั้งใด ที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเกินจำนวน 10,000 คน ท่านจึงชักชวนให้เราช่วยกันฝันว่าประเทศไทยจะเป็น “6 APLIC เป็นการสัมมนาตัวแทนประกันชีวิตที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนามากที่สุดในโลก  นั่นหมายถึงว่า เราจะต้องทำจำนวนให้ได้เกิน 10,000 คนให้ได้

เราได้มีการวางแผนการตลาดกันอย่างเป็นรูปธรรม  การตลาดในประเทศจะดำเนินการโดยกรรมการ  และอนุกรรมการช่วยกันรณรงค์  ส่วนในต่างประเทศ ก็จะให้ผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไปชักชวนตามเวทีต่างๆ  ที่สมาคมหรือบริษัทประกันชีวิตตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก ที่มรการจัดประชุมคนจำนวนมากๆ เพื่อเราจะได้ไปขอประชาสัมพันธ์งานของเรา การตลาดต่างประเทศก็จะมี คุณมนตรี ยืนเป็นตัวหลัก  โดยมีผม หรือไม่ก็ คุณชาญวิทย์ไปด้วย ส่วน คุณสมพงษ์ ซึ่งถนัดในด้านการจัดตกแต่งหน้าร้าน และงานศิลปกรรม จะร่วมเดินทางไปเสมอในฐานะช่างเทคนิค

พวกเราเดินทางกันเป็นว่าเล่น ทั้งในและต่างประเทศ บ่อยครั้งที่กลับจากประเทศหนึ่งแล้วต้องเดินทางต่อไปอีกประเทศหนึ่งเลย โชคดีที่ได้รับความอนุเคราะห์จากสายการบินไทยที่จำหน่ายตั๋วเครื่องบินให้เราในแบบครึ่งราคา  จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ในที่สุดสิ่งที่เราทุ่มเทกันลงไปก็ออกผล เราสามารถมีผู้เข้าร่วมสัมมนา APLIC ครั้งที่ 6 ถึง 10,248 คน (ที่ชำระค่าลงทะเบียน) ไม่รวมบุคคลสำคัญ

จากภาครัฐและเอกชน กรรมการอนุกรรมการ อาสาสมัคร สื่อมวลชน และแขกรับเชิญจากสาขาอาชีพต่างๆ หากรวมทั้งหมดแล้วคงจะอยู่ที่จำนวนราวๆ 11,000 คน นับว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นของงานนี้

ความสำเร็จที่แท้จริงและมองเห็นได้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้การสัมมนานี้ เริ่มตั้งแต่วันลงทะเบียน พิธีเปิดวิชาการทั้งบนเวทีใหญ่ และห้องสัมมนาย่อย  จนถึงพิธีปิดจะสนองความคาดหวังของทุกฝ่าย  คณะกรรมการและอนุกรรมการทำงานอย่างหนักเพื่อส่งมอบงานที่เราให้คำมั่นสัญญาไว้