ประวัติความเป็นมาของสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน

จอห์น

ตัวแทนประกัน

 

ยุคบุกเบิก

สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นสมาคมครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2511 ในตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า “สมาคมตัวแทนขายประกัน”หรือ Underwriters Association โดยมีคุณเฉลิม ตุงคะมณี  ( บิดาของคุณดวงตา ตุงคะมณี ) เป็นนายกสมาคม คนแรกของไทย

กิจกรรมในช่วงแรก  มักเป็นการพบปะสังสรรค์  แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการขายประกัน  มีการประชุมสมาชิกปีละ1 – 2  ครั้ง อาจมีการทำวารสารราย 3 เดือนบ้าง  ขึ้นกับนายกสมาคมในแต่ละสมัย  แต่ไม่มีกิจกรรมในส่วนภูมิภาค  และบทบาททางสังคมก็มีไม่มากนัก

นายกสมาคมในยุคบุกเบิกนี้  หากไล่เรียงชื่อแล้วจะมีดังนี้

1.  คุณเฉลิม      ตุงคะมณี

2.  คุณชยา        บุนนาค

3.  คุณสุพัฒน์    เลิศพนมวรรณ

4.  คุณบุญเลื่อน  ทองสมุทร

5.  คุณนพรัตน์    ฉายเหมือนวงศ์

ถึงแม้ในยุคแรก  กิจกรรมของสมาคมจะไม่มากมายดังปัจจุบัน  เนื่องจากจำนวนสมาชิกมีอยู่น้อย  และการติดต่อกันก็ไม่ได้สะดวกคล่องตัวดังปัจจุบัน เวลาประชุมวิชาการแต่ละครั้งจะมีผู้เข้าร่วมประชุมเพียง  80-120  คน  สมาชิกที่เข้าร่วมมักจะมาจากตัวแทนบริษัทประกันชีวิตใหญ่ 2-3 ลำดับแรก แต่การวางรากฐานของคณะกรรมการสมาคมในช่วงนั้นมีส่วนสำคัญในการวางหลักปักฐานให้กับสมาคมในยุคต่อมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อบังคับสมาคม  หรือการเรียกร้องให้ยกเลิกภาษีการค้าจากค่านายหน้าในปี พ.ศ. 2511  เป็นต้น

 

ยุคปฏิวัติกิจกรรม

 จวบจนปี พ.ศ.2540  นายมนตรี แสงอุไรพร ได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นนายกสมาคม  นายมนตรี เป็นนักพูด นักวิชาการได้รับเชิญไปพูดในหลายประเทศ  ได้มีโอกาสเห็นรูปแบบการดำเนินกิจกรรมของสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินในต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งล้วนแต่มีบทบาททางสังคม และประชาชนก็ให้การยอมรับอย่างสูง  ท่านจึงมีดำริที่จะสร้างสมาคมตัวแทนให้เป็นศูนย์รวมของตัวแทนอย่างแท้จริง  และดำเนินกิจกรรมเต็มรูปแบบ 

นายมนตรี  แสงอุไรพร  พร้อมคณะกรรมการจึงได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนตัวแทนทุกบริษัท ชักชวนให้ทุกคนเข้าร่วมสร้างสมาคมซึ่งก็ได้รับการ ตอบสนองด้วยดี ทำให้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นและมาจากทุกบริษัท 

ในเวลาเดียวกัน  คณะกรรมการบริหารในขณะนั้น  ได้มีความเห็นว่าควรปรับภาพลักษณ์ของสมาคมให้ทันสมัย  จึงมีมติเปลี่ยนชื่อสมาคมเป็น “สมาคมตัวแทนประกันชีวิต” (Thai Life Underwriters Association) พร้อมกับเปลี่ยนเครื่องหมาย (โลโก้) ของสมาคมจากเดิม เป็นรูปแบบใหม่ ทันสมัย เพื่อให้ดูเป็นสากลยิ่งขึ้น

ในอดีตคณะกรรมการไม่มีที่ทำการสมาคม  นายกสมาคมแต่ละสมัย  ใช้ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของตนจดทะเบียนเป็นที่ทำการ  นายมนตรี  แสงอุไรพร  และคณะกรรมการในขณะนั้น  เล็งเห็นว่าสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน  เป็นองค์กรวิชาชีพที่มีขอบข่ายการดำเนินงานกว้างขวาง  สมาคมดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อตัวแทนจำนวนมาก  สมควรที่จะมีที่ทำการสมาคมเป็นหลักแหล่งและเอกเทศ  เพื่อให้สมาชิกสมาคมเข้าถึง  และติดต่อได้โดยสะดวกจึงมีปณิธานร่วมกันว่า  จะต้องหารายได้มาจัดหาที่ทำการของสมาคมเป็นการถาวร

สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินของไทย จึงมีมติเสนอตัว (Bid)  เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาตัวแทนประกันชีวิตแห่งเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 6  จากสภาสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินเอเซียแปซิฟิค (Asia Pacific Life Insurance Council) 

ด้วยการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  การบินไทย  และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( TICA )  ประเทศไทยจึงได้รับ มอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาดังกล่าวในปี 2544  และด้วยการทุ่มเท  และอุทิศตนอย่างเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนั้น  ทำให้มี ผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 11,00 คน  นับเป็นการสัมมนาตัวแทนขายประกันชีวิตนานชาติที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุดในโลก  และสมาคมตัวแทนประกันชีวิต และที่ปรึกษาการเงินได้กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลิขสิทธิ์แล้วจำนวนถึง 19 ล้านบาทเศษ

ด้วยเงินจำนวนนี้ทำให้สมาคมสามารถซื้ออาคารสำนักงาน 6 ชั้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA)จากธนาคารเอเซีย จำกัด  ในราคา 9.5 ล้านบาท ( จากราคาเดิมประมาณ  20 ล้านบาท ) นำมาตกแต่ง ซ่อมแซม  ติดตั้งระบบต่างๆพร้อมอุปกรณ์สำนักงานอีกราว 9 ล้านบาทเศษ  และใช้ เป็นสำนักงานของสมาคมในปี  2545

ในสมัยนายมนตรี  แสงอุไรพร  ยังมีผลงานชิ้นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึง  คือการริเริ่มจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ โดยคณะกรรมการยุคนั้นเห็นว่า  ประเทศไทยเราควรจะจัดให้มีงานสักหนึ่งวันที่เป็น “วันประกันชีวิต” เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิตที่มีต่อสังคมไทย จึงได้ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้น โดยเป็นลักษณะงานวิชาการมีบู๊ทแสดงหนังสือและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันชีวิต เช่น โรงพยาบาล, คอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊คหรือโปรแกรมบริหารลูกค้า แล้วเชิญอธิบดีกรมการประกันภัยในสมัยนั้น คือ  นายนววัฒน์  สุวรรณ  เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ครั้นมาถึงสมัยคุณพจนีย์  ธนวรานิช  เป็นอธิบดีกรมการประกันภัย  ท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า  งานวันประกันชีวิต  ควรระบุวันที่แน่นอน  และมีที่มาที่ไป ว่าทำไมจึงใช้วันนี้เป็นวันประกันชีวิต  คณะกรรมการสมาคมจึงได้ไปสืบค้นประวัติศาสตร์และได้ทราบข้อมูลว่าวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2472 ในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นวันที่กระทรวงพาณิชย์และคมนาคมในสมัยนั้น  ได้ประกาศให้มีการจดทะเบียนเพื่อประกอบธุรกิจประกันชีวิตเป็นครั้งแรกในไทย  จึงสมควรเสนอให้วันนี้เป็นวันประกันชีวิตแห่งชาติ

นายมนตรี แสงอุไรพร  จึงนำเรื่องนี้ไปหารือกับสมาคมประกันชีวิตไทยและกรมการประกันภัย  เพื่อร่วมจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ  ปรากฏได้รับความเห็นชอบ  องค์กรทั้งสามจึงได้ร่วมกันจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543  เป็นต้นมา

 

ยุคสืบสานกิจกรรม

เมื่อมาถึงสมัยของนายมานิจ  วราภาคย์  นายกสมาคมคนถัดมา  ( พ.ศ.2547 – 2548 )  ท่านได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆสืบทอดต่อมา  ทั้งยังเร่งขยาย สาขาและสมาชิกลงไปในส่วนภูมิภาค จนสามารถขยายสาขาเพื่อบริการสมาชิกออกไปถึง 40 จังหวัด ทั้งยังมีกิจกรรมในส่วนภูมิภาคมากขึ้น และต่อเนื่อง

เมื่อนายชาญวิทย์  เมธาชัยวุฒิ  รับตำแหน่งนายกสมาคมต่อจากนายมานิจ  ในปี พ.ศ. 2549 – 2550   อาคารสำนักงานที่เป็นที่ดำเนินการของสมาคม ประสบปัญหาหลายประการ เช่น ที่จอดรถไม่เพียงพอหลังคาอาคารมีปัญหาน้ำรั่วซึม ไม่สามารถซ่อมแซมได้ คณะกรรมการสมาคมจึงมีมติขายอาคาร สำนักงานออกไปในราคา  22  ล้านบาท  เพื่อนำเงินไปซื้ออาคารใหม่

ระหว่างนี้ได้ย้ายที่ทำการมาเช่าอาคาร BUI ชั้น 12 ตรงถนนสุรวงศ์ เป็นที่ทำการชั่วคราวไปก่อน แต่ยังคงให้การบริการสมาชิกและดำเนินกิจกรรม อย่างต่อเนื่อง

ในสมัยนายชาญวิทย์  เมธาชัยวุฒิ  สมาคมตัวแทนเริ่มได้รับการยอมรับจากจากภาคเอกชนและจากภาครัฐอย่างเต็มที่  เมื่อไรที่มีการหารือเกี่ยวกับ ปัญหาธุรกิจประกันชีวิต  สมาคมตัวแทนมักได้รับเชิญจากสมาคมประกันชีวิตไทยและกรมการประกันภัย (ในสมัยนั้น)  ให้เข้าไปร่วมหารือเสมอ  ทำให้บทบาทของสมาคมตัวแทนได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน  นายชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ  และคณะกรรมการได้นำหลักสูตรที่ปรึกษาการเงินจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเปิดสอนในไทย  ชื่อหลักสูตร  RFC  (Registered  Financial  Consultant) จากสมาคม  IARFC (International  Association  Registered  Financial Consultant) นับเป็น หลักสูตรที่ปรึกษาทางการเงินหลักสูตรแรกที่เปิดสอนในประเทศไทยแต่ต่อมา สมาคมพบว่าหลักสูตร RFC ที่เปิดสอนนั้นเป็นหลักสูตรเร่งรัด ใช้เวลาเรียนเพียง 5 วัน ยากที่ตัวแทนจะเข้าใจเนื้อหาได้โดยละเอียด เป็นหลักสูตรที่เพียงให้ผู้เรียนได้เห็นภาพกว้างๆเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถ พัฒนาให้ตัวแทนประกันชีวิตไปเป็นที่ปรึกษาการเงินได้อย่างที่คาดหวัง

ประกอบกับในเวลานั้น ทางสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเซียแปซิฟิค (APFinSAหรือ APLIC ในอดีต) ได้พัฒนาหลักสูตรที่ปรึกษาการเงินขึ้นมาใหม่  ชื่อ  FChFP ( Fellow Chartered Financial Practitioner) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์และเหมาะกับตัวแทนประกันชีวิต  ทางสมาคมจึงได้ตัดสินใจ ยุติความร่วมมือกับสมาคม  IARFC แล้วหันมานำเข้าหลักสูตร FChFP เพื่อเปิดอบรมแทนหลักสูตร FChFP เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมตัวแทน ประกันชีวิตและสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเซียแปซิฟิค ( APFinSA )  ในการร่วมกันจัดอบรมให้กับผู้สนใจ เนื้อหาตำรานำเข้าจากประเทศ สิงคโปร์ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยและผู้ทรงวุฒิจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้สอน แบ่งเป็น 6 กลุ่มวิชาๆละ  30  ชั่วโมง  จึงทำให้สมาคมมั่นใจว่า ผู้เรียนจะสามารถเก็บเกี่ยวและทำความเข้าใจเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ เมื่อถึงสมัยนายบุญชัย หรูตระกูล  นายกสมาคมรุ่นถัดมา  จึงได้มีการเปิดสอน หลักสูตรนี้  ในวันที่  5  มิถุนายน พ.ศ. 2550  และมีการเปิดเปิดสอนในอีกหลายรุ่นถัดมา ในยุคของนายบุญชัย หรูตระกูล  ท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกนุ่มนวล และมีมนุษยสัมพันธ์ดี จึงสามารถประสานงานและเข้าถึงองค์กรต่างๆได้มาก สมาคมของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรภายนอกมากยิ่งขึ้นไปอีกมี โครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมและองค์กรภายนอกเกิดขึ้นหลายโครงการ อาทิเช่น 

1. โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาตลาดทุนและธุรกิจประกันภัยไทย

โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นว่าในอนาคตสินค้าของบริษัทประกันชีวิตมักเกี่ยวข้องกับการลงทุน   อีกทั้งตัวแทนประกันชีวิต เป็นกำลังพลที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งด้านลึกและด้านกว้าง สามารถระดมทุนเข้าสู่ตลาดเงินตลาดทุนได้มากจึงเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือ    ระหว่างธุรกิจประกันและตลาดหลักทรัพย์  โดยมี คปภ. สมาคมประกันชีวิตไทย  สมาคมประกันวินาศภัยสมาคมนายหน้า  สมาคมตัวแทนสถาบัน ประกันภัยไทย  และตลาดหลักทรัพย์  ร่วมลงนามเพื่อพัฒนาความร่วมมือส่วนกิจกรรมที่มาจากโครงการนี้ เช่น การจัดประชุมวิชาการ  การขอวิทยากร และการขอใช้สถานที่จากตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งสมาคมตัวแทนได้รับความร่วมมือด้วยดี 

2.การกำหนดหลักสูตรและวิธีอบรมความรู้เกี่ยวกับการประกันชีวิต  สำหรับผู้ขอรับและขอต่อใบอนุญาตเป็นตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต

สมาคมตัวแทนได้รับเชิญให้ส่งกรรมการเข้าไปร่วมพิจารณาวางหลักเกณฑ์การอบรม ทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่สามารถอบรม ความรู้ในหลักสูตรนี้ได้ นอกเหนือจาก คปภ. สถาบันประกันภัยไทย  สถาบันอุดมศึกษา  สมาคมประกันชีวิตไทย  และสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย  แสดงให้เห็นว่า คปภ.เชื่อถือในมาตรฐานการอบรมของสมาคมตัวแทนว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

3.การเข้าเยี่ยมคำนับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังร่วมกับองค์กรอื่นๆทุกครั้งที่มีการเข้ารับตำแหน่งใหม่

โดยในรอบปี 2551 มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง  ทางสมาคมตัวแทนก็ได้รับเชิญให้ไปทั้ง 3 ครั้ง  ไม่ว่าจะเป็น รมต.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, รมต.สุชาติ ธาราธำรงค์เวช  หรือ รมช.พฤฒิพงษ์ ดำรงรัตน์  ( รมต.กรณ์ จาติกวนิช  ติดราชการ )

4. ได้รับความไว้วางใจให้เพิ่มงบประมาณในการจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น

ในทุกปี  นอกจาก 3 องค์กรใหญ่  จะร่วมมือจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติในส่วนกลางแล้ว  สมาคมตัวแทนยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นองค์กรหลัก ในการจัดงานในแต่ละภูมิภาค  โดยปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา  สมาคมตัวแทนในส่วนภูมิภาคได้ร่วมจัดงานนี้ถึง 11 จังหวัด  ได้รับงบจากส่วนกลางถึง 110,000 บาท  เพิ่มขึ้นจากปี 2550  ที่ได้รับเพียง 50,000 บาทเท่านั้น

5. ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน APLIC ครั้งที่ 12 
เดิมที  ในสมัยนายกสมาคมชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ   ทาง APFinSA ซึ่งเป็นที่ประชุมของสมาคมตัวแทนจากทุกประเทศในเอเซีย ได้ลงมติให้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ในการจัดประชุม แต่ในการดำเนินงาน ทางAPFinSA จะขอเป็นผู้ดำเนินงานเอง แต่เมื่อการจัดงาน APLIC ครั้งที่ 10 ที่เกาหลี  ประสบปัญหามากมาย จนต้องเลื่อนไปจัดที่มาเก๊า สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน โดยการนำของนายกบุญชัย หรูตระกูล ได้เสนอตัวและแสดงความพร้อมที่จะเข้าไปเป็นเจ้าภาพ ดำเนินงานการประชุมที่จะมีขึ้นในประเทศไทย ทั้งหมด  ปรากฏว่า  ที่ประชุม APFinSA ได้ลงมติมอบความไว้วางใจให้สมาคมตัวแทนไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน APLIC ครั้งที่ 12 ในประเทศไทย  ในปี ค.ศ. 2010

 
6.ได้รับความไว้วางใจจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 

ในการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารให้เป็นคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ ดังรายชื่อต่อไปนี้

    • นายบุญชัย  หรูตระกูล นายกสมาคมตัวแทนฯ
    • นายบรรยง  วิทยวีรศักดิ์ เลขาธิการสมาคมฯ
    • นายปิยะพร  ลี้สกุล อุปนายกสมาคมฯ ฝ่ายภูมิภาค
    • นางบงกช  บวรฤกษ์ อุปนายกสมาคมฯ ฝ่ายสมาชิก
    • นายสมพงษ์ จูงฉัตราภรณ์ อุปนายกสมาคมฯ ฝ่ายสารสนเทศ

นอกจากการประสานงานร่วมกับองค์กรต่างๆแล้ว ผลงานสำคัญอีกเรื่องที่ควรกล่าวถึงคือ การจัดซื้อที่ทำการของสมาคมได้ในราคาประหยัด

หลังจากที่สมาคมได้ขายอาคารสำนักงานออกไปในสมัยนายชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิแล้ว กรรมการสมาคมต่างช่วยกันสรรหาที่ทำการใหม่เป็นเวลากว่า 2 ปี จนในที่สุดทางสมาคมได้ข่าวว่าจะมีการขายทอดตลาดพื้นที่สำนักงานที่ธนาคารเกียรตินาคินยึดมาจากลูกหนี้ สมาคมตัวแทนจึงได้เข้าไปร่วมประมูล จนชนะ ได้ห้องสำนักงานขนาด 216 ตร.ม. ในราคา 5 ล้านบาท  ตั้งอยู่อาคาร JCB ถนนนเรศ  เขตบางรัก กทม.

สมาคมของเราซื้อที่ทำการได้ในราคา 5 ล้านบาท  ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 10 ล้านบาท ( ประเมินโดยสำนักงานที่ดินเขตพระนคร เมื่อตอนชำระค่าธรรมเนียมโอน)  อีกทั้งช่วงเวลานั้น  รัฐบาลได้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์  จาก 3% เหลือเพียง 0.01%  ทำให้สมาคมประหยัดค่าใช้จ่ายไปเป็นอันมาก

 

ยุคที่ปรึกษาการเงิน

นายกสมาคมคนปัจจุบัน นายบรรยง  วิทยวีรศักดิ์ คนหนุ่มไฟแรงเป็นนักคิดนักเขียนเป็นนักกิจกรรมตัวยงมีความรู้ทางด้านการเงินท่านได้ประกาศนโยบายการทำงานในสมัยของท่าน คือ

1 เสริม 
เสริมภาพพจน์ของตัวแทนประกันชีวิตให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

2 สร้าง
สร้างที่ 1   สร้างภาพพจน์ของสมาคมให้ประชาชนรู้จักและยอมรับเทียบเท่าสมาคมวิชาชีพอื่น
สร้างที่ 2   สร้างสมาคมให้เป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ 

3 เพิ่ม 
เพิ่มที่ 1   เพิ่มการสื่อสารกับสมาชิก
เพิ่มที่ 2   เพิ่มสิทธิประโยชน์ของประชาชนและสมาชิกสมาคม
เพิ่มที่ 3   เพิ่มยอดสมาชิกสมาคม 1 เท่าตัว

 

ผลงานที่โดดเด่นของกรรมการชุดปัจจุบัน  

1. การดูแลผลประโยชน์ของตัวแทนประกันชีวิตในเชิงรุก
สมาคมได้ออกมาร้องเรียน คปภ.ผ่านสื่อมวลชนให้ดำเนินการตักเตือนห้ามปรามธนาคารต่างๆที่มีพฤติกรรมการขายด้วยวิธีลดแลกแจกแถม เพราะ ถือเป็นการลดค่านายหน้าทางอ้อม  ทั้งยังจัดให้มีการเสวนาระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารฝ่ายขายบริษัทต่างๆเพื่อช่วยกันหาวิธีสู้กับช่องทางขายอื่น  โดยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับตัวแทน  และช่วยรวบรวมข้อกฎหมายหรือกติกาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมที่ช่องทางขายอื่นๆใช้อยู่

ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทุกแขนง  ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, มติชน, กรุงเทพธุรกิจ  และโทรทัศน์หลายช่อง ต่างติดต่อเข้ามาทำข่าว โดยล่าสุดทาง คปภ.ได้เรียกธนาคารต่างๆเข้ามาตักเตือน  และกำลังดำเนินพิจารณาว่าจะแก้ไขกฎหมายให้เป็นธรรมในการแข่งขันอย่างไร

2. การเปลี่ยนชื่อสมาคมเป็นสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน 
สมาคมพยายามส่งสัญญาณให้สมาชิกทราบว่าอนาคตของเราต้องมุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงิน  มุ่งสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเงิน เพื่อสร้างกำแพงขวางกั้นไม่ให้กลุ่มคนภายนอกรุกล้ำเข้ามาในวิชาชีพของเรา  พร้อมกันนี้นายกสมาคมก็ได้ใช้ช่องทางสื่อทุกด้านในการทำให้ประชาชน ทราบว่า ตัวแทนประกันชีวิตกำลังพัฒนาเป็นที่ปรึกษาการเงิน และประชาชนสามารถขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนการเงินที่หลากหลายจากตัวแทนได้  โดยถือว่าคำแนะนำนี้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนจะได้รับจากตัวแทน นอกเหนือจากเรื่องประกันชีวิต  ในเวลาเดียวกันคำว่า “สมาคมตัวแทนประกันชีวิต” ก็ได้รับการตอกย้ำในสื่อต่างๆอย่างกว้างขวาง  นับเป็นยุคที่สมาคมฯของเรามีการสื่อสารข่าวสารออกไปมากที่สุด

3. การเพิ่มการสื่อสารกับสมาชิก
สมาคมตระหนักดีถึงการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง  จึงจัดให้มีการส่งข่างสารถึงสมาชิกทั่วประเทศทุกเดือน ผ่านระบบ SMS  ตามเบอร์โทรศัพท์ที่สมาชิกแจ้งไว้กับสมาคม  นอกจากนี้ยังจัดแสดงปฏิทินกิจกรรมของสมาคมทุกเดือนไว้ในเวบไซต์ของสมาคม เพื่อให้สมาชิก

4. การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิก  

5. การเพิ่มยอดสมาชิก  
นายกและคณะกรรมการบริหารสมาคม ได้มีการเข้าคารวะเยี่ยมเยี่ยนผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯประกันชีวิตต่างๆ เพื่อขอการสนับสนุนและขอคำชี้แนะ ในการทำงาน จนได้รับความไว้วางใจให้ไปตั้งบู๊ทรับสมัครสมาชิกเวลาบริษัทจัดสัมมนาผู้บริหารหน่วยประจำปี  บางบริษัทถึงกับให้นายกสมาคมขึ้น เวทีพูดคุยชักชวนตัวแทนนับพันที่มาสัมมนาให้สมัครสมาชิก  นับเป็นก้าวย่างสำคัญที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารบริษัทต่างๆมากขึ้น   นอกจากนี้ท่านยังได้มอบหมายให้ท่านอุปนายกฝ่ายภูมิภาคจัดตั้งคณะกรรมการสมาคมในจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก 8 จังหวัด  ทำให้มีสมาชิกเพิ่มมากอย่างต่อเนื่อง

6. การสร้างภาพพจน์สมาคมในสายตาประชาชน
สมาคมตระหนักดีว่าการที่จะทำให้สมาคมของเราเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชน สมาคมต้องมีกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม  จึงริเริ่มที่จะตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อเป็นตัวกลางให้ประชาชนทั่วไปได้มีช่องทางในการขอคำแนะนำ และร้องเรียนเรื่องประกันชีวิต   นอกจากนี้ยังออกมาแถลงข่าวชี้แจง แยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวแทนมืออาชีพและเทเลมาร์เก็ตติ้งที่มักสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่ได้รับการเสนอขาย  เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวแทนประกันชีวิต

7. การให้ความสำคัญกับสมาชิกในภูมิภาค  
นายกร่วมกับกรรมการบริหาร  ออกเดินทางเยี่ยมเยี่ยน พร้อมกับให้วิชาการกับสมาชิกในส่วนภูมิภ ซึ่งได้เริ่มแล้วที่ภาตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.มหาสารคามและในภาคเหนือที่ จ.นครสวรรค์, จ.พิษณุโลก, จ.สุโขทัย จ.เชียงใหม่ และจ.กำแพงเพชร  วัตถุประสงค์เพื่อที่จะได้มีโอกาสรับทราบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงจากพื้นที่   พร้อมกันนี้นายกสมาคมยังมีแนวคิดที่จะจัดสัมมนาวิชาการระดับประเทศในภูมิภาค  โดยสมาคมส่วนกลางจะหนุนช่วยเรื่องติดต่อวิทยากร ขณะที่กรรมการสมาคมในท้องถิ่นจะดูแลเรื่องสถานที่และการตลาด

8. การจัดสัมมนา APLIC
การสัมมนายิ่งใหญ่ที่รวบรวมวิทยากรด้านประกันชีวิตระดับตำนานมากที่สุดมารวมกันในที่เดียวกัน  โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้จัดขึ้นวันที่ 5-7 พฤษภาคม 2553 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จะมีผู้สมัครเข้าร่วมสัมมนาถึง 7,220 คน  ถึงแม้ในช่วงนั้นจะมีเหตุการณ์ไม่สงบในกรุงเทพฯ แต่ทางสมาคมฯ ก็สามารถดำเนินงานจัดการสัมมนาลุล่วงด้วยดี  มีผู้เข้าร่วมสัมมนาถึง 5,000 คน ได้รับการกล่าวขวัญถึงความสำเร็จไปทั่วประเทศ  มีข่าวออกในโทรทัศน์ทุกช่อง การจัดงานครั้งนี้สมาคมได้รับเกียรติจากคุณมนตรี แสงอุไรพร เป็นประธานจัดงาน  และคุณบุญชัย หรูตระกูล เป็นประธานร่วม

9. การสร้างคณะทำงานที่มีความหลากหลาย 
ในอดีต  คณะกรรมการของสมาคมฯ มีมาจากบริษัทประกันชีวิตไม่กี่บริษัทและมักจะกระจุกตัวอยู่เพียงบริษัทบริษัทเดียว  คณะกรรมการชุดปัจจุบัน มีความตั้งใจที่จะขยายบทบาทและหน้าที่ไปยังทุกบริษัท  แต่ภารกิจดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับพวกเราทุกบริษัทจะยื่นมือเข้ามารับผิดชอบ กิจกรรมการของสมาคมหรือไม่  จึงขอฝากภารกิจนี้ให้เป็นนโยบายที่สำตัญอีกเรื่องหนึ่งทีทุกคนต้องทำให้ได้